กลลวง-ท ำ ง า น ผ่ า น เ น็ ต
posted on 08 May 2007 10:53 by whitechoc in Talk-with-meอุทาหรณ์-กลลวง-ท ำ ง า น ผ่ า น เ น็ ต
ขอเตือน ! อาจจะยาวหน่อยสำหรับเอ็นทรี่นี้ เป็นประสบการณ์จริงที่ได้เจอมาสด ๆ ร้อน ๆ ตอนแรกว่าจะเล่าคร่าว ๆ แต่คู่หูบอกให้ลงให้ละเอียด ขอสงวนชื่อบริษัทและผลิตภัณฑ์ ที่จะกล่าวถึงนะคะ แต่ที่เอามาเล่านี่จะได้ให้เป็นอุทาหรณ์ ข้อมูล คำแนะนำ ให้กับคนที่เห็นแล้วอยากลอง หรือไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
คิดว่าคงเคยมีคนเห็นโฆษณา ท ำ ง า น ผ่ า น เ น็ ต กันบ้างไม่มากก็น้อย ที่ชอบลงว่าทำรายได้ง่าย ๆ อยู่กับบ้าน ได้เดือนละหลาย ๆ เงินกันน่ะแหละ อันนี้ก็มีทั้งจริงและหลอก ข้าน้อยก็กลัวว่าไอ้ทำงานที่ว่าเนี่ย กลัวจะเป็นการไปโพสโฆษณาก่อกวนตามบอร์ดต่าง ๆ ที่ไม่น่าพิศมัยเลยสำหรับเจ้าของบอร์ดที่ต้องมาตามลบตามล้างไอ้พวกนี้ออก
ด้วยความที่ไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่มีอยู่ขณะนี้เท่าไหร่ ก็หางานทางเน็ตไปเรื่อย ๆ จนลงชื่อไว้ตรงไหนบ้างก็จำไม่ได้ แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการติดต่อมาทางโทรศัพท์ถึงข้าน้อย ว่ายังสนใจการ ท ำ ง า น ผ่ า น เ น็ ต อยู่อีกมั๊ย ? ถ้าสนใจก็ให้มาวันที่ xx เวลา **.00 น.นะ มารับฟังอบรม "การทำงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ต" ไอ้ตัวข้าน้อยได้ยินชื่อหัวข้อ ก็ว่ามันน่าสนใจดี แต่ก็กลัวจะเป็นงานอย่างที่กล่าวข้างต้น แต่อีกใจก็อยากรู้ซักทีว่ามันจะเป็นอย่างไร เป็นอย่างที่คิดมั๊ย หรือมีอะไรอย่างอื่นอีก (พูดง่าย ๆ อยากลองของ)
ข้าน้อยก็ถามไปแหละนะว่า ต้องเสียค่าใช้จ่ายมั๊ย ? เค้าก็บอกว่า การอบรมครั้งนี้ไม่เสีย (แต่ครั้งอื่นไม่แน่ เหอ ๆ อันนี้คิดอยู่ในใจ) ข้าน้อยก็โอเช ตอบตกลง แล้วก็ขอร้องแกมบังคับให้คู่หูไปเป็นเพื่อนด้วย
.
.
.
.
.
.
ณ วันจริงที่ไป วันที่ xx เวลา **.00
ไปที่ตึกหนึ่งซึ่งใหญ่มาก เป็นที่ที่ให้เช่าจัดประชุม ตอนแรกไปก่อนเวลานัด เมื่อขึ้นไปชั้นที่เค้าบอกว่าจัดการอบรม ก็พบว่ามีคนจำนวนหนึ่งยืนรอเช่นกัน แรก ๆ ก็ไม่กี่คน พอใกล้ถึงเวลาจริง ๆ ก็เข้าไปหน้างาน พบโต๊ะลงทะเบียน แล้วคนก็เยอะขึ้นเยอะขึ้นจนแน่นทางเดิน ข้าน้อยก็ใจชื้นขึ้น ประมาณว่า ถ้าคนเยอะขนาดนี้ อย่างน้อยเวลาเค้าพูดอะไรที่มันไม่ดี ก็จะได้ไม่รู้สึกอึดอัด
Point ที่ 1
แล้วการลงทะเบียนก็เริ่มขึ้น มีการแยกแถวแยกโต๊ะที่จะไปลง เค้าจะถามว่าใครเป็นคนติดต่อคุณไป จากนั้นเค้าก็จะให้ลงชื่อและแจกสติ๊กเกอร์ให้โดยจัดตามกลุ่มของคนที่แนะนำเรา ระหว่างนั้นด้วยความที่คนเยอะมาก ผู้ใหญ่บางคนขี้รำคาญเลยเดินออกไปก็มี ได้ยินแว่ว ๆ เสียงสต๊าฟในงานเอ่ยว่า "ทำไงดี มีคนทนไม่ได้กลับไปก่อนแล้วง่ะ" อ๊ะ อย่างนี้แปลว่า เค้าน่าจะเดือดร้อนถ้ามีคนไม่เข้าฟัง
หลังจากลงแล้วก็เข้าห้องประชุม มีเก้าอี้เรียงแถว มีเวทีสูงและจอภาพใหญ่วางกลางเวที รอพักใหญ่จนคนเข้ามาจนเต็มห้อง กะคร่าว ๆ ด้วยสายตาน่าจะอยู่ที่ 300-400 คน แล้วก็จะมีคนขึ้นมาพูดเชิญผู้ที่จะมาดำเนินการอบรม (มีเพลงเปิดตัวด้วย เสียงเพลงหยั่งกะพวกอะโกโก้ ตื่นเต้นเร้าใจ) เป็นหญิงสาวน่าตาน่ารักสะสวยเชียวล่ะ เธออ้างว่าเคยเป็นวิศวกร เรียนจบทำงานเงินเดือนไม่พอใช้ และเบื่อเจ้านาย เลยมาทำอันนี้ เต็มรูปแบบ ได้เงินเดือนนึงหลายหมื่นเหยียบแสน
แล้วก็มี วีทีอาร์ พรีเซนต์เกี่ยวกับกลุ่มคนที่มีอำนาจซื้อ มีชื่อเรียกเฉพาะกลุ่มนี้ ซึ่งใส่ใจเรื่องสุขภาพ แต่ภาพดังกล่าว เป็นฝรั่งทั้งหมด ซึ่งมันไม่ใช่กลุ่มประชากรคนไทยที่ไม่ได้มีลักษณะดังเช่นที่เค้าเอาให้ดู หลังจากนั้นหญิงสาวคนนั้นก็จะพูดเกี่ยวกับหลักทฤษฎีการทำการตลาด
อ้อ แน่นอนว่างานนี้ห้ามอัดเสียง ห้ามใช้โทรศัพท์กระทำการบันทึกภาพใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งหมดในงานคือลิขสิทธิ์ของบริษัท
Point ที่ 2
หลังจากนั้น ก็จะกล่าวเชิญสมาชิกที่ประสบความสำเร็จขึ้นมาแนะนำตัวคร่าว ๆ เร็ว ๆ ให้คนนั่งฟัง มายก๊อดดดด คนที่ยืนต่อคิวบนเวที มีเป็นร้อย กะคร่าว ๆ ก็ซักครึ่งนึงของจำนวนคนในห้องประชุมนั้น
น่าขำ ที่ทุกคนพูดเป็นสคริปต์เดียวกันหมด ด้วยความรวดเร็วแบบแทบไม่ต้องหายใจ คือ ชื่อ อายุ อาชีพ + ใช้... เพิ่มน้ำหนัก/ลดน้ำหนัก + เข้ารับการอบรม OOOOO (ตรงการอบรมนี่ พูดกันทุกคน จน ณ ขณะนั้น ข้าน้อยกำลังคิดว่า ไอ้การอบรมนี้แหละ ต้องเป็นส่วนสำคัญที่มันจะต้องพูดแหง ๆ ) ตอนนี้ทำมาแล้ว ... เดือน เดือนที่ผ่านมาทำได้ .... บาท ขอบคุณ (ชื่อผลิตภัณฑ์)
บางคนอาจมีเสริมไปเล็กน้อย เช่น มีหนุ่มน้อยคนหนึ่ง ระหว่างที่พูดแนะนำ ก็จะพูดว่า "แต่ก่อนผมก็เคยมานั่งที่นี่แบบพวกคุณ ก็คิดว่า หลุดมาที่แปลก ๆ มีแต่คนเก่ง ๆ รายได้ดี ๆ ระดับสูง ก็คิดว่า ตัวเองจะทำได้เหรอ ...(แล้วก็ บรา บรา บรา ตามบทต่อ)"
อยากจะกู่ร้องเจรง ๆ ว่าตรูคิดว่า ทำไมพวกเอ็งถึงได้ลงทุนจ้างหน้าม้ามา โคตะระ เยอะขนาดนี้ รู้สึกเหมือนดูละครที่แสดงไม่แนบเนียน พูดเป็นหุ่นยนต์ตามบทเป๊ะๆ
หลังจากนั้น คุณหญิงสาวคนเดิมก็พูดเกี่ยวกับการอบรมดังกล่าว (เห็นมะ) ว่ามี 3 ระดับ คือ ระดับประเทศ ระดับภูมิภาค ระดับนานาชาติ หรือยังไงเนี่ยแหละ แล้วก็เอาภาพการอบรมระดับนานาชาติให้ดู โห แม่เจ้า เหมือนดูปาหี่ มีภาพในจอพร้อมระบบเสียงในหอประชุมเหมือนโตเกียวโดมยังไงยังงั้น แต่ละประเทศที่นั่งเป็นกลุ่มมีธง มีป้าย ยังกะเชียร์คอนเสิรต์ คนบนเวทีก็มีหลายประเทศ แสดงท่าทางการพูดบ้าง หัวเราะบ้าง ทำหน้าประหลาดบ้าง และมีกระทั่งการเต้นรำบนเวที ตกลงพวกข้าน้อยกำลังดูเค้าเล่นโชว์อะไรซักอย่างหรือดูภาพการอบรมฟระ
ไม่รู้จะเป็นเพราะข้าน้อยคลุกคลีการวงการวิชาการมากไปรึเปล่า ถึงได้รู้สึกว่า ไอ้ภาพการอบรมที่ว่าน่ะ ปาหี่ ดี ๆ นี่เอง ไร้ซึ่งความน่าเชื่อถือสิ้นดี แต่กับบางคนอาจมองว่ายิ่งใหญ่อลังการก็ได้ เพราะดูเค้าเน้นความสนุกสนานและเป็นกันเอง (แต่มันเป็นการอบรมตรงไหนฟระ)
หลังจากนั้น ก็จะให้แยกไปเป็นกลุ่ม ๆ ตามสติ๊กเกอร์ที่แจกหน้างาน หรือก็คือ กลุ่มที่ปรึกษากลุ่มที่ทำงานของพวกเรา (มันเรียกซะหรู แหม~ ที่ปรึกษา)
Point ที่ 3
แต่ละกลุ่ม เมื่อไปนั่งแล้ว ก็จะมีคนออกมาพูด 1-2 คนด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็จะเป็นบรรดา ลูก ๆ สมาชิกของกลุ่มยืนล้อมรอบเก้าอี้ที่นั่ง ชนิดที่ว่า เดินออกไปไม่ได้เลย แล้วเธอก็จะพูดเกี่ยวกับการทำงานนี้ ว่าเป็น ก า ร ท ำ ง า น ผ่ า น เ น็ ต 100%
ก็จะพูดถึงเรื่องการที่มีคนคลิกเข้าเว็บของเค้า จากแบนเนอร์ หรือวิธีอะไรก็แล้วแต่ เข้าไปแล้วก็กรอกข้อมูลในฟอร์ม เมื่อกดซับมิท ข้อมูลที่ว่าก็จะส่งไปยังเมล์ หน้าที่ของเราคือเปิดเมล์ แล้วจดชื่อ เบอร์โทรของคนที่กรอกข้อมูล หลังจากนั้น ก็ยกหูโทรศัพท์ โทรยืนยันการสั่งของ โดยมีสคริปต์ให้ ... ( แล้วมันเป็น ท ำ ง า น ผ่ า น เ น็ ต 100% ตรงไหน )
Point ที่ 4
หลังจากนั้นก็จะพูดถึงเรื่องการอบรม OOOOO ที่ว่า (เห็นมะ มาอีกแล้ว) โดยการอบรม คือวันพรุ่งนี้ (โห คุณพี่ อะไรจะด่วนเร็วปานนั้น) แล้วผู้หญิงที่เป็นผู้นำกลุ่มของข้าน้อย ก็จะพูดว่า จะสรุปคำถามเกี่ยวกับการอบรมนี้จากที่มีคนเคยถามมากที่สุดนะคะ มี 3 คำถาม (แต่ละคำถามสำคัญ โดยเฉพาะคำถามที่ 1/3)
คำถามที่ 1 เกิดดิฉันอยากไปการอบรมนี้ม๊ากมาก แต่ไม่ว่างจริง ๆ จะไปอบรมวันอื่นได้มั๊ยเค๊อะ?
คำตอบ การอบรมนี้มีจัดวันอื่นค่ะ อาจจะเป็นอาทิตย์หน้า แต่อาจจะเป็นที่ ฟิลิบปินส์ อีกอาทิตย์ก็อาจจะกัวลาลัมเปอร์ ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ กว่าจะวนมาจัดที่ประเทศไทย
ข้อสงสัย ... เอ่อ คุณพี่คะ นี่มันการอบรมเบื้องต้นไม่ใช่เหรอคะ อบรมพนักงานใหม่แต่ละประเทศนี่ ขืนต้องรอให้วนจัดเป็นประเทศ ๆ ไป ไม่เป็นอิสระนี่ บริษัทไม่เจ๊งเพราะพนักงานใหม่ทำงานไม่เป็นเหรอคะ จะ แต-หลอ อะไร ให้มันสมจริงหน่อยสิ (เอ๊ะ หรือเค้าคิดว่านี่สมจริงแล้ว)
คำถามที่ 2 (คราวนี้ผู้ชายอีกคนพูด) ดิฉันเป็นโปรแกรมเมอร์ค่ะ รู้จักระบบเน็ต ดี๊ดี ไม่อบรมได้มั๊ยเค๊อะ ?
คำตอบ (ไปฉุดน้องผุ้หญิงมาคนหนึ่งจากที่นั่งด้านหน้า .. เอ ...หรือน้องคนนี้จะหน้าม้าด้วย) สมมติให้น้องคนนี้เป็นน้องสาวพี่นะครับ สมมติว่าพี่เป็นหมอ น้องไม่ได้เรียนหมอ แต่พี่กับน้องอ่านหนังสือหมอมาด้วยกัน ผ่ากบด้วยกัน น้องทำได้เหมือนพี่เลย (มีการแสดงท่าทางด้วย) วันหนึ่งพี่เกิดผ่าตัดไส้ติ่งไม่ได้ พี่ให้น้องทำแทน พี่บอกวิธีให้ พวกคุณคิดว่า คนไข้ที่น้องเค้าผ่าจะตายมั๊ย?
"ตาย !" (เสียงเอคโค่จากหน้าม้าข้างหลัง ก็พวกคุณ ๆ ที่ยืนคุมน่ะแหละ)
เพราะฉะนั้น (ปล่อยน้องคนนั้นกลับสู่ที่นั่ง) นี่จึงเป็นคำตอบของคำถามนี้นะครับ
สรุปก็คือ... ยังไงก็ต้องไปใช่ป่ะแก ว่าแต่นี่ข้าน้อยนั่งดูละครเร่อยู่รึไงนะ
คำถามที่ 3 ดิฉันขายของไม่เก่ง จะขายได้เงินเป็นหมื่นอย่างพวกพี่ ๆ เหรอคะ?
คำตอบ ขายของเนี่ย บางทีก็รายได้ไม่เยอะหรอกค่ะ อย่างพวกพี่เนี่ย ความจริงเดือนที่แล้วได้ค่าขายของแค่ 2 หมื่นเอง แต่ที่ได้เป็นแสนมาจากไหน มาจากค่าลิขสิทธิ์ค่ะ อ๊ะ บางคนไม่เข้าใจ จะอธิบายยกตัวอย่างนะคะ
เช่น บริษัทซีพี ที่มีเซเว่น ถ้าเราอยากทำมั่งก็ไปขอเปิดเฟรนไชน์ เค้าก็จะทำให้เราหมดทั้งเรื่องแต่งร้าน ทั้งของ เราแค่ขายของ ถึงเวลาสิ้นเดือนได้ยอดเท่าไหร่ เค้าก็จะหักเปอร์เซนต์เรา อันนั้น คือเป็นค่าลิขสิทธิ์เซเว่นที่ซีพีได้น่ะค่ะ เช่นเดียวกันกับของเรา ถ้าเรายิ่งขายของได้มากเท่าไหร่ เราก็จะได้ค่าลิขสิทธิ์มากขึ้น
ข้อสงสัย ... ความจริงที่คุณพี่พูดน่ะ มันวกวนกว่านี้เยอะ นี่สรุปมาให้ อ่านแล้วงงมั๊ย ค่าลิขสิทธิ์มันทะแม่ง ๆ เราขายของ ๆ เค้า แต่เค้ากลับจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เรา คุณพี่คะ ปกติเราต้องเสียให้เจ้าของไม่ใช่รึไง แถมมีการอ้างอิงบริษัทดัง ๆ อย่างซีพีซะด้วย มาอบรมอ้างชื่อเค้าเนี่ย คุณพี่ให้ค่าลิขสิทธิ์เค้าอ๊ะป่าวล่ะ
หลังจากนั้นก็ถามว่า ใครแน่ใจว่าจะไปพรุ่งนี้บ้างคะ ? ยกมือขึ้น สต๊าฟคะ ช่วยแจกเอกสารเฉพาะคนที่ยกมือนะคะ (พอพูดอย่างนี้ไอ้คนที่ไม่ยกตอนแรก เลยยกมั่ง) ... แต่อันนี้ข้าน้อยและคู่หูไม่ได้ยก แค่ข้าน้อยแอบชำเลืองคนข้าง ๆ ว่าเอกสารมีอะไรบ้าง
ก็แค่กระดาษใบหนึ่งมีอะไรเขียนไม่รู้เล็ก ๆ เพียบ หลังจากนั้นเค้าก็จะบอกให้จดตามทีบอก
Point ที่ 5
สิ่งที่จดคือ ชื่อ-สกุลของคุณ อบรมอะไร อบรมที่ไหน วันที่เท่าไหร่ เวลาอะไร และกรุณาเขียนว่า 550 บาท ถึง ... บาท (จำไม่ได้) พอถึงตรงนี้แทบทุกคนเงยหน้าหมด พี่แกก็รู้ทัน เอ่ยทักตามปฏิกิริยาดังกล่าว
เค้าว่า ...
" น้องคะ ต้องไปดูห้องประชุม มันใหญ่ กว้างขวาง มีแอร์ แถมค่าอาหารอีก น้องไม่คิดว่าพวกพี่ ๆ ทีค่าใช้จ่ายหรือคะ? น้องลองไปถามฟร้อนของสถานที่ก็ได้ ว่าค่าห้องเท่าไหร่ แล้วน้องจะรู้ว่าที่น้องจ่ายเนี่ย ไม่แพ๊งไม่แพงเลยนะคะ เนี่ย ตอนนี้บัตรขายไป 80 % แล้วนะคะ ถ้าไม่รีบจองไว้เดี๋ยวจะพลาดโอกาส .. (บรา บรา บรา)"
จากนั้นก็จะให้คุณพี่ที่ยืนด้านหลังแนะนำตัว เค้าก็จะให้เราดูว่า ใครคือคนที่เราติดต่อด้วย นั่นไง! เห็นแล้วคนที่ติดต่อข้าน้อย ขอสมมติให้ชื่อ คุณ A ก็แล้วกันนะ
เมื่อแนะนำตัวเสร็จแล้ว ก็จะให้คนที่นั่งอยู่ (หรือก็คือ เหยื่อรายใหม่ อิอิ) ไปหาที่ปรึกษาแต่ละท่านของเรา ว่าจะแนะนำอะไรเกี่ยวกับการอบรมพรุ่งนี้มั๊ย? หรืออะไรพวกเนี๊ย
ข้าน้อยใช้จังหวะนี้ ชิ่งออกมากับคู่หู ซึ่งก็สังเกตว่า คนที่เดินออกจากห้องประชุม มีน้อยนิดหยิบมือ นอกนั้นเดินไปหาที่ปรึกษาหมด (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ หลงกลหรืออยากลองของกันแน่)
Point ที่ 6
ออกจากตึกมาก็ขึ้นรถไฟฟ้า ระหว่างนั้นแป๊บเดียว ก็มีโทรศัพท์เข้ามือถือของข้าน้อย
"ผมเป็นผู้ช่วยของที่ปรึกษา ... นะครับ คุณไม่ได้มาพบเหรอครับ ทำไมล่ะครับ พรุ่งนี้จะเข้าอบรมมั๊ยครับ"
"เอ่อ ดิฉันมากับเพื่อนค่ะ บังเอิญมีธุระต่อ แล้วพรุ่งนี้ก็ไม่ว่างจริง ๆ ค่ะ คงไปไม่ได้"
"ยังสนใจอยู่มั๊ยครับ ? ถ้าไม่เราจะ Delete คุณออกจาก Database แล้วจะไม่รบกวนคุณอีกเลย"
ข้อสังเกต
1. ไอ้การพูดแบบนี้ เค้าจะพูดตอนอยู่ในห้องประชุมนั้นบ้าง คือ "ถ้าคุณไม่สนใจก็บอกมาได้เลย เดินออกไปได้เลย แค่คุณมาบอกเราว่าคุณชื่ออะไร เราก็จะ Delete คุณออกจาก Database จะไม่โทรหาคุณอีกเลย"
คิดในแง่ดี ... เค้าก็ดีนะ ถ้าไม่สนก็ให้ไปบอก และยืนยันว่าจะไม่โทรไปกวน ไปตื๊อเราอีก
คิดในอีกแง่ ... จิตวิทยาอย่างหนึ่ง ทำนองว่า คุณไม่สนก็ไม่เป็นไร เราไม่ง้อ แล้วคุณจะพลาดโอกาสดี ๆ ไป เราเตือนคุณแล้วนะ เชอะ ๆ
2. การใช้คำศัพท์แสง เช่น Delete - Database อาจไม่ได้ยากเกินความเข้าใจของคนเล่นคอมฯ และทำงานที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ที่ต้องใข้ฐานข้อมูล แต่ลองนึกดูดี ๆ คนในนั้นที่ใช้เน็ตใช้คอมฯ เป็นน่ะมีแน่ เพียงแต่จะมีคนใช้คอมฯเป็นสักกี่คน ที่เข้าใจความหมายของ Database วินโดว์บางตัวเป็นภาษาไทยคำว่า Delete ก็เขียนว่า ลบทิ้ง
ดังนั้น ผู้ใหญ่หรือคนบางกลุ่มที่อาจจะไม่ชินคำศัพท์พวกนี้ เมื่อมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น มีการพูดวกวนไปมา พอฟังแล้วก็อาจไม่เก็ตในทันที และพอฟังประโยคนี้เข้าไป ก็จะรู้สึกว่า มันเหมือนพลาดโอกาส มันต้องเป็นอะไรที่แย่แน่ ถ้าเราปฏิเสธเค้าไป เค้าจะไม่ติดต่อเราอีก
อ่ะ ทีนี้มาต่อจากที่คุยโทรศัพท์
"ยังสนใจอยู่มั๊ยครับ ? ถ้าไม่เราจะ Delete คุณออกจาก Database แล้วจะไม่รบกวนคุณอีกเลย"
ณ ขณะนั้น ความคิดฝ่ายมารแว่บขึ้นมา อยากลองพิสูจน์อะไรอีกซักหน่อย เลยตอบไปว่า
"ยังสนใจอยู่ค่ะ แต่พรุ่งนี้ไม่ว่างจริง ๆ"
"ถ้าอย่างนั้น เราจะติดต่อไปวันหลังนะครับ"
Point ที่ 7
หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไร แต่ในวันเดียวกันนั้น ตอนกลางคืนประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ข้าน้อยอยู่บนแท๊กซี่กับแม่ คุณ A คนที่จะเป็นที่ปรึกษาของข้าน้อยก็โทรเข้ามา ถามว่า ผู้ช่วยของผมโทรมาหารึเปล่า ตกลงว่าทำไมคุณถึงไม่มาพบผมล่ะ คุณมีความตั้งใจจริงที่จะทำงานนี้รึเปล่า (มาคิดตอนนี้เหมือนด่าตรูเป็นนัย ๆ)
ข้าน้อยก็ตอบไปว่า สนใจค่ะ แต่พรุ่งนี้ไม่ว่างจริง ๆ มีธุระสำคัญมาก ๆ มันกระทันหันไปที่พวกคุณมานัดแบบนี้
เค้าก็เลยบอกว่า
"งั้นคุณไม่ต้องเข้าอบรมของพรุ่งนี้ก็ได้ แต่คุณมาคุยกับผมแทนก็แล้วกัน ผมจะอธิบายให้ฟังในวันอื่นนะ วันมะรืนนี้นะ เวลาคุณก็เลือกเอานะครับสะดวกเมื่อไหร่ มีให้คุณเลือก คือ บ่ายโมง บ่ายสาม ห้าโมง หนึ่งทุ่ม แล้วก็สี่ทุ่ม จะมาเวลาไหนครับ"
โอ ก๊อดดดด "สมมติฐานเป็นจริง" ไหนว่าจะไม่มีอบรมอะไรให้อีกไง แถมไอ้เราก็นึกว่า จะอีกซักอาทิตย์นึง อะไรแบบนี้ แต่นี่จะเอามาวันมะรืนนี้เลย ตกลงดิฉ้นควรจะเป็นฝ่ายรีบร้อนอยากทำงาน หรือ คุณเป็นฝ่ายรีบร้อนอยากได้ค่าหัวคิวจากดิฉันกันแน่
ข้าน้อยตอบเลือกเวลาไป แต่คราวนี้ไม่ได้ถามเรื่องค่าใช้จ่ายว่าต้องมีมั๊ย (เพราะไม่คิดจะไปแน่ ๆ ) เพียงแต่มีคำถามนึงซึ่งกังขามาตั้งแต่ในห้องประชุมแล้ว
จำได้มั๊ยว่า พวกเค้าบอกว่า "เ ป็ นก า ร ท ำ ง า น ผ่ า น เ น็ ต 100%" แต่วิธีการกลับให้เราโทรศัพท์ไปหาลูกค้า ก็เลยถามเค้าไปว่า
"แต่มีการใช้โทรศัพท์หาลูกค้าด้วยเนี่ย อย่างนี้ก็ไม่ใช่ เ ป็ นก า ร ท ำ ง า น ผ่ า น เ น็ ต 100% สิคะ"
รู้มั๊ยมันตอบว่าไง
"อย่างนี้คุณกำลังเข้าใจผิด ต้องทำความเข้าใจใหม่นะครับ เราไม่ได้ไปเดินแจกใบปลิว ไม่ได้ไป Knock Door ตามบ้าน ถ้ามีการใช้เน็ตได้ครบวงจร ผมก็อยากทำ แต่เพราะ อินเตอร์เน็ตมันไม่สามารถโทรศัพท์ได้ การใช้โทรศัพท์หาลูกค้า โทรศัพท์ก็เป็นการออนไลน์เหมือนกัน เข้าใจนะครับ"
อยากกรีดร้องให้ลั่นแท๊กซี่ ว่าอินเตอร์เน็ตใช้ต่อโทรศัพท์โทรข้ามประเทศได้แล้วโว๊ยยย อีกอย่าง โทรศัพท์เป็นออนไลน์ ไม่เข้าใจเว้ยยย ไม่เถียงว่าตามทฤษฎีแล้ว การยกหูโทรศัพท์คุยกันมันเป็นการออนไลน์อย่างนึง แต่ปกติไม่มีใครเค้าใช้คำนี้กับการคุยโทรศัพท์ แต่พวกแกบอกไม่ใช่เหรอว่า เ ป็ น ก า ร ท ำ ง า น ผ่ า น เ น็ ต 100% ไม่ได้บอกว่า เป็นการทำงานออนไลน์นี่หว่า ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าจะมีการให้เหตุผลข้าง ๆ คู ๆ แบบนี้ อ๊ากกกกกก
Point ที่ 8
หลังจากนั้น วันรุ่งขึ้นก็โทรไปบอก คุณ A เค้าว่า ที่นัดไว้ยกเลิกนะคะ คือทางบ้านไม่เห็นด้วยน่ะค่ะ มันก็ถามกลับทันทีว่า
"คุณอายุเท่าไหร่แล้วเนี่ย"
จะอายุเท่าไหร่ แต่ตรูยังอยู่กับพ่อแม่เว้ย ยังไงก็ฟังพ่อแม่ไว้ก่อนไม่เสียหายหรอกนะ มันก็พยายามพูดไปเรื่อย ๆ แหละว่า ตอนผมทำ พ่อแม่ก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน แล้วก็ บรา บรา บรา พูดสารพัดที่จะให้รู้สึกว่างานนี้มันดี
ข้าน้อยก็ยังยืนยันว่า ไม่อยากขัดใจทางบ้าน มันก็เลยบอกว่า
"โอเคครับ ถ้าอย่างนั้น ทางเราจะไม่โทรไปรบกวนคุณอีก และจะ Delete คุณออกจากระบบ Database ของเรา จะไม่ติดต่อกับคุณอีกเลยถ้าคุณไม่ต้องการ" เห็นมะ ๆ พูดย้ำคำนี้อีกแล้ว
"แต่ก่อนจะวางหู ผมขอพูดอะไรกับคุณหน่อยนะครับ .... (แล้วก็ บรา บรา บรา พูดอ้างถึงทฤษฎีปรัชญา ทำนองว่า โอกาสในชีวิตที่จะมาหามีไม่มาก การทิ้งให้ผ่านเลยไปถือเป็นความผิดพลาด ..... บรา บรา บรา)"
คุณท่านพูดเสร็จ จบยังไงไม่รู้ เพราะมาเป็นชุดแบบแทบไม่หยุดหายใจ แล้วก็วางหูไปซะงั้น !
ความรู้สึกในขณะนั้น ฉุนกึ๊ก เลยครับท่าน ถึงจะฟังไม่ทันตรูก็ฟังออกนะเว้ย ว่าที่พูด ๆ มาน่ะเข้าทำนองด่าตรู อีกอย่างนึกว่าเท่เรอะ การวางหูไปหลังพูดจบโดยทันที มันอาจจะดูเป็นการเรียกร้องความสนใจ คือ คุณพลาดโอกาสดี ๆ ไปเรียบร้อยแล้ว จงนึกเสียใจซะเถอะ เป็นการใชัจิตวิทยาอย่างหนึ่ง
แต่ขอโทษนะ วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับข้าน้อยหรอก บังเอิญว่ามันดูไร้มารยาทชะมัดเลย (อันนี้คู่หูฟังแล้วยังฉุน)
ยอมรับว่า สินค้าที่แนะนำ ดูแล้วมีคุณภาพ เพราะเปิดเช็คข้อมูลดู ก็เหมือนว่าจะมีคนชมเยอะ คนรู้จักก็เคยใช้ ยืนยันว่าดีจริง
แต่ปัญหาคือ คนที่จะนำมาทำธุรกิจมากกว่า ที่ใช้วิธีการสารพัดแบบ กินค่าหัวแบบนี้
สรุปข้อสังเกตทั้งหมด
1. ข้าน้อยเชื่อว่า รายได้ที่พูดมาทำได้จริง เพียงแต่คนที่ได้คือ พวกหัว ๆ ต้นขั้วต่างหาก คนที่เป็นลูกทีมรายยิบย่อย (เช่นพวกคุณพี่ที่ยืนคุมเชิงแถวหลัง ๆ ) คงได้ไม่มาก แต่ถ้าพวกเขาต้องการจะได้เพิ่ม ก็คงไม่ได้มาจากการขายสินค้า แต่เป็นการพยายามชักชวนคนมาเข้ากลุ่ม (แบบข้าน้อยและคนอื่น ๆ ที่เข้าไปนั่งฟัง)
หลังจากนั้นก็จะเก็บค่าหัว ค่าอบรม และอาจจะมีการเก็บค่าสมาชิกภายหลัง ซึ่งอันนี้ข้าน้อยไม่ทราบ เพราะไม่อยากถลำไปลึกกว่านี้ ลักษณะแบบนี้เป็นแบบ แชร์ลูกโซ่ ที่มีมานานแล้ว แต่รู้สึกว่าจะขจัดอย่างไรก็ไม่หมดซักทีเน้อ (พูดตามจริง ทำแบบนี้ผิดกฏหมายด้วยเน้อ เพราะงั้นเขาถึงห้ามบันทึกภาพและเสียงไง เด๋วหลักฐานมัดตัว)
2. ต้องยอมรับนับถือในการพรีเซ้นต์ของพวกเขา ว่าช่างลงทุนพูด ลงทุนทำท่าทางและน้ำเสียงที่ขึงขัง ใส่ Feeling ได้ดีจริง ๆ ลักษณะเหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์แบบที่ฝรั่งชอบทำกัน คือให้ดูเว่อร์ ๆ เข้าไว้ (โอ๊ววว จอร์จ มันยอดมาก) ข้าน้อยเชื่อว่ามีหลายคนในที่นั้นคงหลงกลหลงเสียงไปบ้างไม่มากก็น้อย (ดูจากปริมาณคนที่เดินออกพร้อมข้าน้อยแล้วเป็นห่วงพวกนั้นจริง ๆ โดยเฉพาะเด็ก ๆ วัยรุ่นหลายคนที่อาจจะตามเกมไม่ทัน) แต่ข้าน้อยกับคู่หูกลับมองแล้วมัน FAKE สิ้นดี เหมือนดูปาหี่ หรือ หนังขายยา
กรณีนี้ข้าน้อยเชื่อว่าคนที่ได้ดูหนังฝรั่งหรือรายการทีวีฝรั่งบ่อย ๆ อาจจะไม่หลงกล หรือหลงยาก (อันนี้ข้าน้อยคิดเอง) เพราะเหมือนว่าเราเคยเห็นจนชิน เรารู้ทันว่าเค้ามีการพูด พรีเซนต์ยังไง แสดงออกยังไง พอเรามาเจอคนพวกนี้พูดสไตล์แบบฝรั่งเป๊ะ ๆ ก็เลยรู้สึกเฉย ๆ และเห็นเป็นเรื่องตลก ดูไม่เข้ากับการนำมาพูดกับสังคมและวัฒนธรรมไทยยังไงก็ไม่รู้ แต่คนที่ไม่ชินอาจจะรู้สึกแปลก อลังการงานสร้าง ยอดเยี่ยม ก็ได้นะ ใครจะรู้
3. แม้จะย้ำว่า ไม่ง้อ ๆ ถ้าเราไม่สนใจ แต่ถ้าเราลองอ่อยเหยื่อ ว่ายังมีเยื่อใยต่องานนี้ซักหน่อย ก็อย่าคิดเลยว่าเค้าจะเลิกติดตาม ในทางกลับกัน จะพยายามพูดย้ำว่า ถ้าคุณไม่สนใจเราก็จะไม่ยุ่ง ซึ่งจะทำให้เรากลับเป็นฝ่ายรู้สึกเองว่า เรากำลังจะทิ้งโอกาสดี ๆ แล้วนะ แล้วก็พูดถึงงานต่อในส่วนที่ดี ๆ รายได้ดี ๆ งานง่าย ๆ ต่อไปอีก (ไม่ให้โอกาสคนฟังเค้าคิดแล้วเค้าจะตามทันมั๊ย) แล้วคนฟังก็จะติดกับเข้าสักวัน
สมมติฐานเรื่องที่ว่า เค้าต้องง้อเราชัวส์นี้เป็นจริงค่ะ เราพิสูจน์แล้วไง โทรตามยิก ๆ เชียว
4. หลักการอ้างอิงถึงกลุ่มลูกค้าในการพรีเซนต์ คือกลุ่มคนในเวลาปัจจุบันนี้ ที่อายุ 40 - 65 ปี ที่มีรายได้ดี และใส่ใจกับสุขภาพตัวเองมากกว่าอย่างอื่น ใช้ได้กับในประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น เป็นคนที่ทำงานในระยะเวลาประจวบเหมาะพอดีในประเทศของเค้า แต่ไม่ใช่กับในประเทศไทย ที่อายุ 40-65 ปี ยังอยู่ในภาวะหาเงินค่าเทอมให้ลูกหลานตัวเป็นเกลียว (ไม่เหมือนเด็กฝรั่งที่เค้าทำงานหาเงินกันตั้งแต่วัยรุ่นส่งตัวเองได้) เพราะฉะนั้น ผลิตภัณฑ์ของเค้าที่บอกว่า ขายดี ขายได้ชัวส์ ๆ น่ะ มันไม่เป็นความจริงหรอก
5. พึงสังวรณ์ไว้ว่า ถ้ามีงานดี ๆ สบาย ๆ ง่าย ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้ที่บ้าน รายได้ดี ๆ เดือนนึง ๆ ได้เป็นหมื่นเป็นแสน เรียนยังไม่จบก็ทำได้ ประเทศไทยขณะนี้ก็คงไม่มีคนจนอยู่หรอก ไม่ต้องเรียนสูง ๆ ให้ลำบากลำบนด้วย ถ้าคุณไม่โลภมากอยากได้เงินดี แต่งานสบาย ข้าน้อยเชื่อว่า คงตกเป็นเหยื่อคนเหล่านี้ยาก
6. ถ้าคุณอยากลองพิสูจน์เรื่องนี้ แนะนำให้พาเพื่อนไปด้วยจะดีมาก ๆ จะได้คอยช่วยกันฉุดรั้งยึดเหนี่ยวไว้ ถ้าโดนจู่โจมด้วยคำพูดหว่านล้อมต่าง ๆ แม้ว่าคุณจะใจแข็งแต่อย่าลืมว่าพวกนี้เค้ามืออาชีพด้านหว่านล้อม บทพูดมีสคริปต์อยู่แล้ว และมีการอัางหลักปรัชญาและใช้จิตวิทยาต่าง ๆ ที่อาจทำให้คุณพลั้งเผลอได้ (ทางที่ดีเพื่อนก็ควรจะใจแข็งด้วย)
คำแนะนำเพิ่มเติม ถ้าอยากตื่นเต้นกว่านี้ ลองแอบเอาโทรศัพท์หรือเครื่องอัดเสียงไปบันทึกภาพและเสียงดูสิ แล้วคุณจะพบว่า ตอนคุณออกจากห้องประชุมจะมีคนเดินตามคุณมา เหอ ๆ (อันนี้พี่ที่ทำงานเล่าให้ฟังว่า มีคนเคยทำ ได้ยินว่าวิ่งไล่กันบนรถไฟฟ้าเลย)
สุดท้ายนี้ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบ และหวังว่าคุณคงจะไม่โดนหลอกนะ

ขอบคุณนะค่ะที่นำมาบอกเล่าจะได้ไปบอกต่อ
#1 By พริย์ริสา on 2007-05-08 11:04